ฟรอยด์ เชื่อว่าโครงสร้างบุคลิกภาพของบุคคลมี 3 ประการ คือ

  1. สัญชาตญาณ (id) คือ ตนที่อยู่ในจิตไร้สำนึก เป็นพลังที่ติดตัวมาแต่กำเนิด มุ่งแสวงหา ความพึงพอใจ (pleasure seeking principles) และเป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองเท่านั้น โดยไม่คำนึงถึงเหตุผล ความถูกต้อง และความเหมาะสม ประกอบด้วยความต้องการทางเพศและความก้าวร้าว เป็นโครงสร้างเบื้องต้นของจิตใจ และเป็นพลังผลักดันให้ ego ทำในสิ่งต่าง ๆ ตามที่ id ต้องการ
  2. อัตตา (ego) คือพลังแห่งการใช้หลักของเหตุและผลตามความเป็นจริง (reality principle) เป็นส่วนของความคิด และสติปัญญา ตนปัจจุบันจะอยู่ในโครงสร้างของจิตใจทั้ง 3 ระดับ
  3. อภิอัตตา (superego) คือส่วนที่ควบคุมการแสดงออกของบุคคลในด้านของ คุณธรรม ความดี ความชั่ว ความถูกผิด มโนธรรม จริยธรรมที่สร้างโดยจิตใต้สำนึกของบุคคลนั้น ซึ่งเป็นผลที่ได้รับจากการเรียนรู้ในสังคมและวัฒนธรรมนั้น ๆ ตนในคุณธรรมจะทำงานอยู่ในโครงสร้างของจิตใจทั้ง 3 ระดับ

การทำงานของคนทั้ง 3 ประการจะพัฒนาบุคลิกภาพของบุคคลให้เด่นไปด้านใดด้านหนึ่งของทั้ง 3 ประการนี้ แต่บุคลิกภาพที่พึงประสงค์ คือ การที่บุคคลสามารถใช้พลังอีโก้เป็นตัวควบคุมพลังอิด และซูเปอร์อีโก้ให้อยู่ในภาวะที่สมดุลได้

ขอบคุณ http://th.wikipedia.org/

…………………………………………………

 
ตอนแรกตั้งใจจะเขียนเรื่องของสัญชาตญาณ
เพราะคิดเรื่องบางอย่างออกแล้วก็อยากจะเขียน
แต่อยากดูว่า จริงๆ แล้ว นิยามของมันคืออะไรก็เลยค้นหาดู
 
น่าสนใจดี
 
เด็กน้อยร้องไห้ออกมาทันทีเวลาคนที่ตัวเองรัก และผูกพันกำลังจะจากไป
ผู้ใหญ่พยายามไม่ร้องไห้ กับเรื่องเดียวกัน คงเพราะประโยคสุดท้าย นั่นเอง
   (ใช้พลังอีโก้เป็นตัวควบคุมพลังอิด และซูเปอร์อีโก้ให้อยู่ในภาวะที่สมดุลได้)
 
ผู้ใหญ่ทำได้แต่ร้องไห้เบาๆ คนเดียว
หรือ ร้องไห้ไกลๆ ผู้คน
 
บางครั้ง…
 
เราต้องการให้คนที่เรารักแสดงสัญชาตญาณบางอย่างของเขาออกมากับเราตรงๆ
อาจเพราะบางเวลา   เราอยากให้เขารู้สึกว่าเราคือคนๆ เดียวกันกับเขา
(อย่างนั้น รึเปล่า ..นะ)
 
มาดู อีกนิยามที่น่าสนใจอีกนิยามไหม
 

ความรัก เป็นคำที่มีความหมายเกี่ยวกับอารมณ์และความรู้สึกเกี่ยวกับ การชอบ, การผูกพันทางจิตใจกับบางสิ่งบางอย่าง คำว่ารักมีความหมายในหลายแง่มุมซึ่งทั้งลึกซึ้งและกว้างขวาง ต่างคนต่างมีความรักต่อผู้อื่นแตกต่างกัน ดังนั้นจึงยากต่อการอธิบายและให้คำนิยามคำว่ารักแบบเฉพาะเจาะจง รักเป็นความสัมพันธ์ซึ่งไม่ได้อยู่ลอยๆ หากมีรักก็จะต้องมีผู้ซึ่งเป็นฝ่ายรักและอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นผู้ถูกรัก ความรักเป็นนามธรรมจึงไม่อาจมองเห็น, ไม่อาจจับต้อง ไม่อาจวัดปริมาณได้. โดยทั่วไปแล้ว ความเสียหายหรือการจากไปของสิ่งรักจะนำมาซึ่งความโศกเศร้าแก่ผู้รัก เนื่องจากผู้รักได้ให้คุณค่าแก่สิ่งนั้น อาจกล่าวได้ว่า ความโศกเศร้าจะมากหรือน้อยขึ้นกับคุณค่าที่ผู้รักกำหนดให้กับสิ่งที่ตนรักนั้น

…………….

ประโยคเด็ดสำหรับฉันคือ

"โดยทั่วไปแล้ว

ความเสียหายหรือการจากไปของสิ่งรักจะนำมาซึ่งความโศกเศร้าแก่ผู้รัก

เนื่องจากผู้รักได้ให้คุณค่าแก่สิ่งนั้น"

เพราะมันเป็นประโยคที่ทำให้ฉัน สะดุด แล้วคิด

อ้าว……..
นั่นแปลว่า ถ้าใครสักคนเดินจากเราไป โดยไม่มีท่าทีเสียใจแม้สักนิด
แปลว่าเขาไม่รักเราใช่ไหม
(อย่างน้อยก็ในตอนนั้น..ไม่ขอรวมว่าเขา ไม่เคย รักเราเลย ..มันจะเป็นการตอกย้ำความเสียใจมากเกินไป)

นั่นสินะ

แต่อ่านแล้วก็อย่าอินมากนะ

อย่าลืมว่าความรักไม่ได้มีนิยามไหนที่ถูกต้อง ครอบคลุมไปซะหมด
นี่ก็แค่อีกนิยาม ก็เท่านั้น