วันนี้มีรถมาขอบริจาคเลือดที่ AIT ก็เลยไปบริจาคเลือดมา
ก่อนบริจาคเลือดคุณลุงที่ทำหน้าที่ลงทะเบียนบ่นว่าไม่มีผู้ชายไทยมาบริจาคเลือดเลย
(มีแต่ผู้หญิงไทย กับผู้ชายชาวต่างชาติ)
“ผู้ชายไทยสมัยนี้ (คือแกเว้นไว้ ว่าไม่รวมแก) เป็นตุ๊ด เป็นเกย์กันหมดแล้ว”
มันทำให้ฉันคิดไปถึงเพื่อนๆผู้ชายสมัย ม.ปลาย ก็จำได้ว่าพวกมันกลัวเข็มกันอยู่หลายคนจริงๆ
ฮึ ป๊อดชะมัดเลยพวกผู้ชายเนี่ย
ระหว่างที่บริจาคเลือดพอเห็นเลือดตัวเองไหลออกมา ก็นึกไปถึงเรื่อง 2 เรื่อง

เรื่องแรก เป็นเรื่องที่เจอกับตัวเองตอนที่ไปบริจาคเลือดที่สภากาชาดไทยกับพี่โอ๋เมื่อนานมาแล้ว
ระหว่างที่ฉันรอเตียงว่าง เห็นเด็กผู้ชายอายุสัก 6-7 ขวบ ได้มั่ง เฝ้าแม่ที่มาบริจาคเลือดอยู่
เด็กคนนั้นถามแม่ว่า “แม่แล้วแม่จะเป็นอะไรมั๊ย” แม่ก็ยิ้ม
สักพักเด็กคนนั้นคงจะไม่แน่ใจมั้ง ก็เลยพูดด้วยเสียงสั่นกว่าเดิม
“ แม่..แล้วแม่จะตายมั๊ย”
ฉันจำไม่ได้แล้วว่าแม่ตอบว่าอะไร และมีปฏิกิริยายังไงหลังจากคำถามนั้น
แต่ฉันจำน้ำเสียง และใบหน้าที่บอกความรู้สึกของเด็กน้อยคนนั้นได้จนวันนี้ …
มันทำให้ฉันขำเล็กๆ และรู้สึกปิติในความห่วงหาอาทรที่ลูกมีให้แม่
เฮ้อ… ป่านนี้เด็กน้อยคนนั้นโตและรู้แล้วล่ะว่าการบริจาคเลือดคืออะไร

เรื่องที่สอง เป็นเรื่องที่อ่านมาจากหนังสือเรื่องมีอยู่ว่า
เด็กผู้หญิงคนนึงป่วยด้วยโรคลูคิเมีย (อีกแล้ว…ไม่ใช่หนังเกาหลีนะ)
การรักษาเป็นไปถึงขั้นสุดท้ายที่จะต้องผ่าตัด โดยใช้ไขกระดูกของคนที่สามารถเข้ากับผู้ป่วยได้
ซึ่งอาจจะเป็นพ่อ แม่ พี่น้อง หรือของคนอื่นที่สามารถเข้ากับผู้ป่วยได้
เมื่อนาทีนั้นมาถึงปรากฏว่าพี่ชายของเด็กหญิงคนนั้นสามารถผ่าตัดเปลี่ยนไขกระดูกให้น้องตัวเองได้
ดังนั้นผู้เป็นแม่ก็เลยขอให้พี่ชายช่วยชีวิตน้องสาวด้วย เมื่อได้ฟังดังนั้น
เด็กชายใช้ความคิดอยู่พักใหญ่ก่อนจะ บอกแม่ด้วยสายตาเด็ดเดี่ยวว่า “ผมจะช่วยน้องเอง”
หลังการผ่าตัด เด็กชายฟื้นขึ้นมา เจอกับแม่จึงถามแม่ว่า
“นี่ สวรรค์ เหรอครับ”
แม่งง แต่ก็ตอบไปว่า “นี่ โรงพยาบาลจ๊ะ การผ่าตัดสำเร็จแล้วนะลูก น้องก็ปลอดภัยแล้ว”
เด็กชายถามต่อไปด้วยความสงสัยว่า
“แล้วผมไม่ตายเหรอครับแม่ ก็ผมให้ไขกระดูกกับน้องไปแล้ว”
แม่จึงได้รู้ว่าที่จริงลูกชายเข้าใจไปว่าการผ่าตัดครั้งนี้เป็นการแลกชีวิตตัวเองกับน้อง…

น่ารักมั๊ยล่ะ ประเสริฐแท้พ่อคุณ